[Novel] บุปผาผืนทราย ตอนที่ 1

posted on 10 May 2008 16:49 by melanie  in Novel


Title : บุปผาผืนทราย
Writer : M_Black
Style : Egyptian-Fantasy / Romantic / Adventure

ตอนที่ 1 พบกันที่ตำหนักอาชาดำ
. . .

                      กาลสมัยเมื่อครั้งที่แผ่นดินอียิปต์ได้ก่อตั้งขึ้นมาด้วยฟาโรห์พระองค์แรกของประเทศที่ถูกปกคลุมไปด้วยผืนทรายอันแห้งแล้ง พระองค์ทรงได้รับมอบพลังอำนาจศักดิ์สิทธิ์จากเหล่าทวยเทพไอยคุปต์เพื่อปกครองประเทศ ฟาโรห์หนุ่มผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและอ่อนโยนได้พลิกฟื้นพื้นแผ่นดินแห้งผากให้กลับมามีความอุดมสมบรณ์ต่อการดำรงชีวิตอยู่ของปวงชน ทรงสอนเหล่าประชาให้รู้จักทำกิน และบูชาเทพเจ้า อียิปต์กลายเป็นประเทศอันทรงอำนาจและมั่งคั่งยิ่งกว่าอาณาจักรใดๆที่ติดต่อค้าขายด้วย แม้จะมีอริราชศัตรูหวังเข้ายึดครองก็มีอันต้องพ่ายแพ้กลับไปเสียทุกครั้ง ทั่วอาณาแคว้นน้อยใหญ่ล้วนสงสัยถึงพลังแสนยานุภาพของอาณาจักรแห่งผืนทรายเป็นยิ่งนัก ไม่นานก็มีข่าวร่ำลือมาจากวังหลวงว่า ที่ฟาโรห์หนุ่มผู้ก่อตั้งประเทศอันทรงอำนาจนี้ได้ก็เพราะเขาผู้นั้นได้รับเหล่าเครื่องประดับลึกลับที่ทวยเทพประทานมาให้ จึงสามารถดำรงประเทศให้มั่นคงบวกด้วยอัจริยภาพขององค์ฟาโรห์เองทำให้ผู้ต่างเล่าลือถึงเครื่องประดับเหล่านั้นและอำนาจขององค์กษัตริย์ 
                     แต่เมื่อเวลาผ่านไปกาลเวลาก็ได้เปลี่ยนให้ฟาโรห์หนุ่มแก่ชราลงและจวนเจียนจะสิ้นพระชนม์ชีพเต็มที่ ทิ้งไว้แต่องค์มเหสีเพียงหนึ่งพระองค์ที่ทรงไว้ใจมากที่สุด ก่อนสิ้นพระทัย พระองค์ได้ทรงบอกแก่พระมเหสีให้เก็บรักษาเครื่องประดับเหล่านั้นเอาไว้ให้ดีที่สุด หากจะให้ดีก็ควรทำให้มันดับสูญสิ้นชื่อไปจากหน้าประวัติศาสตร์เสีย และเมื่อทรงสิ้นพระทัยพระมเหสีก็ได้นำเครื่องประดับทั้งหมดไปซ่อนไว้ตามที่ต่างๆกัน ในตอนแรกทรงดำริที่จะทำลายทิ้งแต่เหล่าทวยเทพได้ห้ามเอาไว้แล้วบอกแก่พระนางว่าเมื่อเวลาผ่านไปกว่าพันปีจะมีผู้ที่เหมาะสมในการเป็นเจ้าของสิ่งเหล่านี้ให้เก็บรักษาไว้ให้ห่าางจากน้ำมือคนชั่ว พระนางดั้นด้นดิ้นรนตามหาที่ต่างๆเพื่อเก็บรักษาและหนีการตามล่าจากผู้ที่มีจิตใจละโมบหยาบช้าที่หวังจ้องจะเอาสิ่งเหล่านี้ไปสนองตัณหาของตน เมื่อพระนางได้ซ่อนเครื่องประดับชิ้นสุดท้ายเสร็จ  ก็ทรงสิ้นชีพด้วยน้ำมือของหลานชายของตน แต่เมื่อหลานคนนั้นปลิดชีพพระนางเขาก็โดนทวยเทพลงทัณฑ์และสาปแช่งตระกูลของเขาไปตลอดชั่วลูกหลานจนกว่าจะมีคนมาล้างคำสาปได้ แผ่นดินเกิดความระส่ำระส่ายไม่นานราชวงศ์แรกก็จบสิ้นลง เกิดราชวงศ์ใหม่ขึ้นมาปกครองดินแดนนั้นอีกครั้ง แต่ทว่ากลับไม่มีผู้ล่วงรู้ถึงที่เก็บรักษาทรัพย์อันทรงค่าเหล่านั้น และยิ่งเมื่อเวลาผ่านไปผู้ที่จะรู้เรื่องของสิ่งเหล่านี้ก็น้อยลงเต็มทีในที่สุดมันก็กลายเป็นเพียงตำนานหรือนิทานก่อนนอนของเด็กๆเพียงเท่านั้น....
 กระนั้นก็ตาม ยังมีเหล่าชนกลุ่มหนึ่งที่ยังไม่เลิกละจากการตามหาเหล่าเครื่องประดับแห่งทวยเทพที่ถูกเก็บรักษาไว้ในที่ใดที่หนึ่ง ต่างพากันตามหา แย่งชิงปล้นฆ่าอยู่เนืองๆ โดยส่วนมากจะทำตามคำสั่งของผู้มีอำนาจคนหนึ่งในนครหลวง แม้ว่าจะมีหลายคน หลายพวกสามารถตามหาบางส่วนของเหล่าเครื่องประดับที่เกิดกระจัดกระจายไปในการขุดค้นหาอยู่บ่อยครั้งก็ตาม บางส่วนตกไปอยู่ในมือของคนชั่ว บ้างก็ตกไปอยู่กับผู้ที่ได้มาอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว แต่ถึงอย่างไรเครื่องประดับเหล่านี้ก็ยังคงเหมือนตำนานอยู่ต่อไป หากผู้ที่ได้ครอบครองไม่รู้จักพลังของมัน และเหล่าเครื่องประดับไม่ครบถ้วนตามเดิม อำนาจมหัศจรรย์ก็จะไม่บังเกิด เหล่าเครื่องประดับจึงยังคงเหมือนว่าไร้ซึ่งตัวตนอยู่ดี ยิ่งผู้ที่ครอบครองไม่รู้ความสามารถของมันแล้วด้วย นานวันเข้าเรื่องนี้อาจจะกลายเป็นตำนานไปจริงๆเสียก็ได้...

.

.

.

.....1,320 ปีผ่านมานับแต่ก่อตั้งประเทศ.....
...ณ...เมืองหลวงของอียิปต์นครเมมฟิส ช่วงสมัยราชวงศ์ เคลอส....

ตลาดเอราราส  ได้ขึ้นชื่อเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด มีสินค้าจากทั่วทุกมุมเมือง จากอาณาจักรใกล้เคียง พ่อค้ามากมายหลานชนชาติพากันหลั่งไหลเดินทางมาที่ตลาดแห่งนี้เพื่อแลกเปลี่ยนสินค้า ซื้อของใช้จำเป็น บ้างก็เป็นคาราวานเดินทางที่แวะซื้อของจำเป็นก่อนจะไปอีกเมืองหนึ่ง ท่ามกลางแดดอันร้อนระอุ ความคึกคักของตลาดก็มีมากขึ้นไปเรื่อยๆ เสียงพ่อค้าแม่ขายตะโกนอวดสรรพคุณสินค้าของตนกันเซ็งแซ่ บ้างก็จับแขนคนที่ผ่านไปมาให้เซเข้ามาดูสินค้า เด็กชายตัวเล็กๆวิ่งปราดไปมาเพื่อขายขนมปังอบร้อนหอมฉุย ฝูงแพะเดินไปหาหญ้าอ่อนๆที่กำลังขึ้นตรงบ่อน้ำ กลุ่มหญิงสาวรุ่นเดินจับจ่ายหาเครื่องประดับ ลมร้อนๆพัดเอาอากาศแห้งๆไปทั่ว แต่แค่ห่างจากทะเลทรายเพียง 1 ก้าวเท่านั้น กลับเป็นทุ่งข้าวบาร์เลย์สีเหลืองทองอร่าม เสียงน้ำที่ขุดลอกจากแม่น้ำไนล์ไหลกระฉอกเข้ามาในทุ่งข้าว ไอเย็นจากแม่น้ำ ช่วยให้อากาศเย็นชื้นขึ้นมาบ้าง สวนผลไม้ถัดไปจากทุ่งข้าวกำลังพากันออกดอกผลกันเขียวชอุ่ม อียิปต์คือแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์โดยแท้

ท่ามกลางความจอแจของฝูงชนต่างชาติต่างภาษาเสียงของชายหนุ่มหน้าตาทะเล้นผู้มีเรือนผมสีแดงเข้มมัดเป็นเปียเล็กๆ รับกับสีดวงตาสีน้ำตาเหลือบแดงที่บางครั้งมันก็ดูลุกโชนราวกับไฟ ดังขึ้นมาถามเพื่อนชายที่กำลังอ่านหนังสืออยู่

" เฮ้ย! ซีทรัสแกหิวยัง "   เขามองเพื่อนหนุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนเหมือนสีดวงตา ที่เอาแต่จ้องหนังสือไม่ว่างตา  ชายหนุ่มเจ้าของคำถามเลยเกิดอาการหมั่นไส้เพื่อนตัวดีเลยเอามืดสอดเข้าไปข้างใต้หนังสือที่อีกฝ่ายถืออยู่แล้วยกกระแทกขึ้นเต็มแรง จนหน้าหนังสือโดนจมูกเจ้าของเสียงสนั่น

" อ๊ะ...เมอร์....ทำบ้าอะไรของเจ้า ข้าเจ็บนะ " ชายหนุ่มร่างสูงผู้โดนเพื่อนกระทำการแกล้ง กล่าวออกมาอย่างไม่พอใจพลางจับจมูกของตนเองที่ตอนนี้มันแดงเถือกจนเหมือนกวางอย่างไงอย่างงั้น แต่คนกระทำกลับทำหน้าไม่เดือดไม่ร้อนสักนิด

" ก็ข้าถามแล้วแกไม่ตอบ เอาแต่จ้องหนังสือแบบนั้นอยู่ได้มันน่าสนุกตรงไหน " เมอร์ผู้ไม่เดือดร้อนหยิบหนังสือที่ร่วงลงพื้นขึ้นมาคีบๆติดนิ้วไว้ชูหราโชว์เพื่อนชายที่กำลังโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง

" ไอ้บ้า!!! เอาหนังสือข้าคืนมา " ซีทรัสเอื้อมมือคว้าจะเอาของคืน แต่ก็โดนเจ้าเพื่อนตัวดีแกล้งเอาโดยการหลบไปมา แม้จะเอื้อมเท่าไหร่ก็ไม่ถึง ทั้งยังเดินชนผู้คนจนต้องเอ่ยปากขอโทษไปทั่ว

" เจ้าหนอนหนังสือ...ไปกินข้าวกันก่อนแล้วข้าจะคืน " เมอร์ว่าก่อนจะเดินลิ่วๆไปไม่รอเพื่อนเลยสักกะนิดเดียว จนซีทรัสต้องรีบวิ่งตามไปอย่างรีบร้อนและหงุดหงิด ใจก็คิดว่าไม่น่าจะเดินทางมากับไอ้เพื่อนคนนี้เลย . . .

 ซีทรัสและเมอร์ เป็นเด็กหนุ่มจากเมืองทางใต้ของอาณาจักรอียิปต์ ทั้งคู่โตมาในย่านคนชั้นล่าง เมอร์เสียพ่อแม่แต่เล็กจึงถูกส่งไปยังสถานที่รับเลี้ยงเด็กกำพร้าในความอนุเคราะห์จากราชินีแคลลา ราชินีองค์ปัจจุบัน ส่วนซีทรัสเสียพ่อไปจึงอยู่กับแม่แค่สองคน ทั้งคู่สนิทกันตั้งแต่เด็กและเรียนมาด้วยกัน ซีทรัสเป็นเด็กขยัน เรียนเก่ง แต่ไม่ค่อยประสีประสาในการดูคน หรือคบคนอื่นๆ ผิดกับเมอร์ที่เฮฮาหน้าทะเล้นไปได้ตลอด และมีนิสัยชอบจีบสาวน้อยสาวใหญ่ทั่วไปทุกคนที่เจอ( เน้นว่าสวยและอึ๋ม ) เมื่อโตขึ้น ซีทรัสที่เรียนเก่งที่สุดก็ตั้งใจจะไปร่ำเรียนให้สูงขึ้นเพื่อเข้าเป็นขุนนางและมาพัฒนาเมืองเกิด แต่แม่ของเขาป่วย ซีทรัสจึงอยู่ดูแลแม่ตน เขาจึงพลาดการเข้าสอบเป็นขุนนาง ต้องรอไปอีก 2 ปี แต่ซีทรัสก็ไม่ว่าอะไร แม่คือสิ่งสำคัญของเขา แต่ไม่นานแม่เขาก็เสียชีวิตลง เมอร์คอยให้กำลังใจและบอกให้เขาสู้ ซีทรัสจึงชวนเมอร์เข้าตัวเมืองเมมฟิสเพื่อหางานทำและรอโอกาสสอบเข้าเป็นขุนนาง เมอร์อยากจะเปิดร้านขายของสักแห่งหนึ่ง จึงเดินทางมาดูลู่ทางด้วยกัน ถึงนิสัยส่วนตัวจะต่างกันสุดขั้ว แต่สิ่งที่ทั้งคู่มีเหมือนกันคือความตั้งใจและความฝัน จึงไม่แปลกที่จะเป็นเพื่อนร่วมเดินทางไหนๆด้วยกัน แม้ว่าจะเดินทางไปทะเลาะกันไปก็ตาม

กว่าที่ซีทรัสจะวิ่งตามเพื่อนสนิทที่แสนกะล่อนทัน เขาก็พบว่าตนเองต้องมานั่งอยู่ในร้าน "อาชาดำ" ซึ่งเป็นร้านอาหารในตอนกลางวัน แต่มันจะกลายร่างเป็นหอนางโลมในยามค่ำคืน และตอนนี้อากาศที่แสนจะร้อนระอุในยามกลางวันก็เริ่มเย็นลงเรื่อยๆ ความมืดเริ่มลงปกคลุมพื้นท้องฟ้าสีฟ้าแปรเปลี่ยนให้เป็นสีดำมืดสนิท นัยว่าเป็นสัญญาณให้เหล่าชนชาวกลางคืนเริ่มหน้าที่ของตนได้แล้ว และแน่นอนว่าตำหนักอาชาดำที่เขากำลังนั่งกินอาหารอยู่ก็กลับกลายเป็นร้านที่คลาคล่ำไปด้วยสาวงามโฉมสะคราญ ที่แต่งตัวเฉิดฉายออกมาคอยต้อนรับเหล่าชายหนุ่มเพื่อสร้างสรรค์ความหฤหรรษ์ในค่ำคืนนี้

" อ้าวๆๆ เพื่อนรักเป็นอะไรไป ทำไมทำหน้าบู่ แบบนั้นเล่า " ชายหนุ่มผมแดงถักเปียถามเพื่อนหนุ่มที่นั่งดื่มเบียร์ในถ้วยดินเผาด้วยใบหน้าเซ็งโลกสุดๆ

" เอา..หนัง...สือ...ข้า...คืน...มา..."  เขาบอกเสียงเบื่อหน่าย อีกฝ่ายทำหน้าระรื่นจนซีทรัสนึกอยากเอาส้นเท้าของตัวเองเตะเปรี้ยงเข้าให้ที่หน้านั่นสักทีสองที ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ไม่เคยได้ทำให้ไอ้หมอนั้นเจ็บตัวได้สักที มีแต่จะโดนมันแกล้งจนเดือดร้อนเอาบ่อยๆ แต่งั้นก็เถอะ...ทั้งสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ก็มีหมอนี่คนเดียวที่เข้ากับเขาได้

" เออ...เดี้ยวข้า.... "

" ตายแล้ว...พี่ชายรูปหล่อสองคนมานั่งกันแค่สองคนไม่เหงาหรือค่ะ " เสียงหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นขัดจังหวะการสนทนาของชายหนุ่ม ทั้งคู่หันไปมองก็พบกลุ่มหญิงสาวที่เดาได้ไม่ยากว่าคือนางโลมในตำหนักแห่งนี้ 3-4 คน ในชุดเย้ายวนยืนอยู่ไม่ใกล้จากโต๊ะ เมอร์ทำหน้าแบบว่าอารมณ์ ดีสุดขีดด้วยนิสัยเจ้าชู้ประจำตัว

" เหงาไม่เหงาแต่น้องสาวก็ต้องมานั่งกับพี่สิจ้ะ " เขาว่าพลางดึงแขนสาวน้อยนางหนึ่งในกลุ่มมานั่งตัก หล่อนหัวเราะคิกคัก พลางเอานิ้วจิ้มแก้มชายหนุ่มเบาๆ

" ตายแล้ว คารมร้ายกาจจัง " อีกสามสี่คนที่เหลือ เมื่อเห็นว่าสองหนุ่มดูต้อนรับก็พากันนั่งลงที่โต๊ะ และเริ่มหาเรื่องชวนคุย ซึ่งเมอร์จอมเจ้าชู้ก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสนทนากับสาวๆนางโลมโฉมสะคราญ ผิดกับเพื่อนของตนอย่างเห็นได้ชัด

" เอ่อ...ข้าว่าข้าง่วง ไปนอนก่อนดีกว่า " ซีทรัสว่า ก่อนจะรีบลุกไปจากโต๊ะเพื่อเข้านอน แต่ในใจแล้วเขาไม่ถนัดกับการอยู่กับผู้หญิงมากๆแบบนี้

" ตายจริง จะรีบไปไหนกันคะ อยู่คุยกันก่อนสิจ้ะ " หญิงสาวผมทองอ่อนคนหนึ่งดึงแขนซีทรัสเอาไว้ ชายหนุ่มผมน้ำตาลยิ้มแห้งก่อนจะตอบอย่างสุภาพ

" ผมง่วงน่ะครับ เชิญพี่ๆตามสบาย "

" ให้พวกพี่ไปนอนเป็นเพื่อนไหมจ้ะ " หญิงนางหนึ่งถาม พลางรวบแขนหนุ่มผมน้ำตาลไว้แน่น จงใจเบียดทรวงอกงามให้แนบไปกับท่อนแขนของเขา ซีทรัสยิ้มแหยๆ ก่อนจะค่อยๆแกะแขนตัวเองออก พร้อมกับปฏิเสธด้วยน้ำเสียงสุภาพ

" ไม่ล่ะครับ ขอบคุณ "

" ช่างมันเถอะสาวๆ มาสนุกกับพี่ดีกว่า " ชายหนุ่มผมแดงเอ่ยกลั้วหัวเราะ สาวๆพากันล้อมวงนั่งคุยกับเมอร์ เขาพูดมุขตลกๆสองสามอย่าง แล้วก็ฉวยโอกาสขโมยจูบแก้มเหล่านางโลมแสนสวยคนละทีสองที จนชายเพื่อนซี้ต้องส่ายหน้าพร้อมบ่นออกมา

" ไอ้หื่นเอ๊ย "

ซีทรัสเก็บข้าวของของตัวเองพร้อมเดินขึ้นบันไดไประหว่างก็โดนสาวๆสวยๆหลายคนตามติดอยู่เหมือนกัน แต่ชายหนุ่มก็ตอบปฎิเสธอย่างสุภาพ และดูอ่อนโยน เขาไม่ได้รังเกียจพวกเธอ แม้สังคมอาจจะมองว่าสาวๆเหล่านี้นั้นเป็นหญิงชั้นต่ำที่นอนกับชายใดก็ได้เพียงเพื่อเงิน แต่นั้นก็เพราะผู้หญิงตัวเล็กๆพวกนี้ไม่มีทางเลือกในการประกอบอาชีพอื่น หากเธอเลือกได้แล้วล่ะก็ ก็คงไม่มีหญิงใดที่อยากจะมาทำงานอันต้อยต่ำและโดนรังเกียจแบบนี้หรอก ซีทรัสคิดเรื่องเหล่านี้วนไปเวียนมาจนกระทั้งไม่รู้ตัวเลยว่ามีใครคนหนึ่งกำลังเดินสวนมา ประกอบกับการที่ชายหนุ่มไม่ได้มองอีกฝ่าย และอีกฝ่ายก็เหมือนจะไม่ได้มองเขา ทั้งคู่จึงชนกันกลางทาง กระเป๋าหนังที่ใส่หนังสือของซีทรัสหล่นกระจายเต็มพื้น หนุ่มคงแก่เรียนรีบก้มลงเก็บทันที ยังไม่ทันที่เขาจะกล่าวอะไรกับคนที่ชน ก็ได้ยินเสียงของคนตรงหน้า

" ขอโทษค่ะ " เสียงหวานชวนฟังทำให้ซีทรัสเงยมองร่างเล็กที่เข้ามาชน เข้า ดวงตาสีน้ำตาลทองตื่นตะลึงเมื่อเห็นร่างบอบบางตรงหน้า เรือนผมสีดำยาวสยายแทบจดพื้น นัยน์ตาสีนิลกลมโตชวนหลงใหล ดวงหน้าหวานได้รูป สวยราวเทวีไอซิสที่ถูกวาดไว้ตามฝาผนัง ชายหนุ่มอึ้งไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยเสียงสั่น

" เช่นกันครับ ขอโทษนะครับที่ข้าชนท่าน " ซีทรัสลุกขึ้นจังหวะเดียวกับอีกฝ่าย ก่อนจะก้มหัวลงขอโทษ

" อย่าขอโทษข้าเลยค่ะ...ข้าต่างหากที่เดินไม่ดูเส้นทาง จนชนคุณชายเข้า ขออภัยจริงๆค่ะ " หญิงสาวกล่าว ดวงตาสีดำปริ่มน้ำตาชวนน่าสงสาร จนซีทรัสใจเต้นไม่เป็นจังหวะ

" ไม่เป็นไรจริงๆครับ เอ่อ...คุณ... " ร่างสูงพยายามจะถามชื่ออีกฝ่าย ดูเหมือนว่าหัวใจของเขาจะถูกหญิงสาวร่างบางตรงหน้าขโมยไปเสียแล้ว เกิดมาไม่เคยที่คนอย่างเขาจะได้สัมผัสใกล้ชิดกับหญิงสาวสวยเลิศล้ำแบบนี้มาก่อนเลย

" ข้าชื่อ...ไฮยาซินทัสค่ะ ท่านชายจะเรียกข้าว่าไฮยาก็ได้นะคะ มันเป็นชื่อเล่นของข้าเอง " ร่างบางบอก พลางยิ้มน้อยๆชวนให้คนมองใจเต้นไม่เป็นจังหวะอีกครั้ง หัวใจของชายหนุ่มแทบจะเด้งออกมากจากอกซ้าย แล้วลงไปมอบดอกไม้ให้สาวงามตรงหน้า

" สาวงามเช่นท่าน มาทำอะไรที่แบบนี้เหรอครับ...อ๊ะ..หรือว่า "

" ข้าเอ่อ...ข้าเพิ่งถูกพ่อค้าค้าทาสขายมาเป็นนางโลมที่นี้นะค่ะ ข้ากำลังจะลงไปข้างล่างเพื่อ...รับแขก " หญิงสาวบอกเรียบๆแต่ซีทรัสกลับจับได้ถึงน้ำเสียงอันแสนเศร้าที่ชวนสงสาร ร่างบอบบางสั่นน้อยๆ ดวงตาสีดำปิดลงเมื่อพูดถึงหน้าที่ของตน หยาดน้ำตาไหลลงช้าๆ ซีทรัสรู้สึกเสียดายปนสงสารสาวน้อยตรงหน้าจับใจ

" ข้าต้องขอโทษท่านจริงๆนะค่ะ ที่เดินชนท่าน ข้าดีใจเหลือเกินที่ได้เจอชายหนุ่มท่าทางเฉลียวฉลาดและรูปงามเช่นท่าน " ซีทรัสหน้าแดง พลางก้มหน้าลงด้วยความเขินๆ ไม่ได้สังเกตถึงรอยยิ้มเหี้ยมๆเพียงชั่วครู่ของผู้ที่สนทนาด้วยเลยแม้แต่น้อย

" เอ่อ...ขอบคุณนะครับ คุณไฮยา "

" ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันเป็นคนผิดเอง ขอโทษท่านจริงๆนะคะ "  ร่างเล็กเอ่ยอย่างมีมารยาท ก่อนจะเตรียมเดินเลี่ยงออกไป แต่ทว่ากลับถูกรั้งไว้ด้วยมือของชายหนุ่มคู่สนทนา ดวงตาสีนิลคู่สวยหันมามองสบเข้ากับ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนโยนของเขา

" ท่านหญิงจะว่าอะไรข้าไหม...หากข้าจะขอซื้อท่าน "

" ท่านชายเจ้าคะ...ข้าเป็นหญิงนางโลม...หากท่านต้องการข้าพร้อมจะ...เป็นคู่ร่วมเตียงกับท่านในคืนนี้ " ร่างเล็กบอกเรียบๆ เหมือนว่าเธอเข้าใจถึงหน้าที่ของตน

" ข้าอยากช่วยเหลือท่าน...ไม่ได้มีเจตนาจะล่วงเกินท่าน บอกข้าที ท่านถูกขายมาในราคาเท่าไหร่ " น้ำเสียงของซีทรัสจริงจัง จนร่างเล็กตกใจเล็กน้อย

" ท่านชาย...ค่ะ...ข้าถูกขายมาด้วยราคา 4,000 ดีเบน "

"4,000 โอย...ข้าทั้งตัวมีแค่ 3,550 ดีเบนเอง...ข้าช่วยท่านไม่ได้แน่ " ชายหนุ่มเริ่มจะคิดไม่ตก เขาอยากจะช่วยเธอจริงๆ

"ไม่เป็นไรหรอกค่ะท่านชายผู้อ่อนโยน เพียงท่านมีน้ำใจจะช่วยเหลือข้า ข้าก็ซาบซึ้งใจมากมายเหลือคณานัก "

" ท่านหญิง "

" ถ้าอย่างไรขอให้ข้าได้ตอบแทนท่านได้หรือไม่เจ้าคะ หากได้ท่านเป็นชายคนแรกของข้า ข้าคงมีแรงใจที่จะทำงานนี้ต่อไป " ไฮยาเอ่ยน้ำเสียงสั่นอย่างน่าสงสาร เธอเดินไปโอบกอดชายหนุ่มตรงหน้าไว้หลวมๆ ซีทรัสหน้าแดงซ่าน มือไม้ส่ายเปะปะอย่างขวยเขิน ไม่ได้สังเกตเลยว่า ร่างในอ้อมกอดกำลังเอามือจับแหวนที่เขาใช้ห้อยคออยู่

" ท่านหญิง "

"เรียกข้าว่า ไฮยาเถอะค่ะ " น้ำเสียงเย้ายวนจนอีกฝ่ายแทบคลั่ง ไม่รู้ตัวเลยว่าโดนร่างบางพาเดินมาที่ห้องมุมสุดของชั้นที่ไร้เสียงห้องข้างๆ เงียบสงัดและดูเป็นส่วนตัวมาก กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็โดนฉุดให้เข้าไปนั่งเป๋ออยู่ในเก้าอี้สานกลางห้อง และไฮยาก็ปิดประตูลงพร้อมกับหันหน้างดงามที่ไม่ว่าจะดูกี่ที ซีทรัสก็แทบจะละลายลงไปกับพื้น

" ไฮยา " เขากระซิบเรียกชื่อเธอเบาๆ เจ้าของชื่อค่อยๆกรีดกรายลงมานั่งบนตักของเขา จุมพิตเบาๆที่หน้าผาก มือก็ค่อยๆลูบไปมาที่ใบหน้าก่อนจะเป็นที่หัวไหล่ และไล่ต่ำลงมาเรื่อยๆ และขณะที่มันกำลังต่ำลงเรื่อยๆ ซีทรัสก็สะดุ้งเฮือก ผลักเอาหญิงนางโลมวัยอ่อนตรงหน้าออก

" ทำไมละคะ ท่านชาย " ซีทรัสเหงื่อตก ดวงตาสีน้ำตาลใต้กรอบแว่นหลุกหลิกอย่างแรง

" ไม่พอใจกับบทรักของข้าเหรอคะ "

" ปะ...ปะ...เปล่าจ้ะ แต่ว่าข้า.... " ชายหนุ่มหยุดพูดไป ใครที่ไหนจะกล้าบอก ว่าเขายังไม่เคยมีอะไรกับสาวๆคนไหนเลย ไม่มีแม้สักคน เรื่องความสัมพันธ์ชายหญิงที่ร้อนแรงลึกซึ้งก็ไม่เคยได้สัมผัส หนังสือลากมกยังไม่เคยดูเกิน 5 ครั้งเลย เมอร์ยังล้อเขาบ่อยๆ หาว่าสนใจหนังสือมากกว่าผู้หญิง ไม่ก็เป็นพวกไม้ป่าเดียวกันชอบเพศตรงข้าม

" เจ้าจะกอดข้าก็ได้นะ ข้าจะถือว่าเจ้าทำเพื่อมิตรภาพลูกผู้ชาย " เมอร์เคยบอกเขาแบบนี้ ขณะที่เขาหนีการเกาะแกะเจ๊าะแจ๊ะจากสาวๆในร้านเหล้า ซีทรัสเอาหนังสือพจนานุกรมเทพนิยายโบราณสำหรับใช้สอบวิชาประวัติศาสตร์ที่อ้างจากเรื่องเล่าขนาดหนากว่า 4 นิ้วตะบันใส่หน้าคุณเพื่อนเต็มแรง จนเมอร์ต้องเข้ารักษาอยู่ 2 วันเพราะกระดูกจมูกเคลื่อน ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิด

" ท่านชาย " เสียงหวานปลุกสติซีทรัส เขาผุดลุก

" ข้า...เอ่อ...ขอตัวไปห้องน้ำแป๊บนะ "

" ค่ะ ท่านชาย " ไฮยากล่าวเสียงหวาน ยิ้มละไมแบบเศร้านิดๆส่งให้ นักศึกษาหนุ่มแจ้นเขาห้องน้ำอย่างไว หัวใจเต้นตึกตักโครมครามเป็นจังหวะกลองงานพิธีรื่นเริง เขาหอบหายใจแรงก่อนจะยกมือขึ้นกุมอก ชั่วครู่ก็ตั้งสติแน่วแน่ คิดถึงคำที่แม่เขาเคยพูดไว้

' ลูกผู้ชายตัดสินใจทำอะไรแล้วต้องทำรู้ไหมลูก '

" ครับ ท่านแม่ ซีทรัสจะโตเป็นผู้ใหญ่ ท่านแม่ได้โปรดเฝ้าดูลูกด้วย (???) " เขาว่า ก่อนจะหยิบแหวนสีเงินมอซอๆ มีคราบเขียวเกาะอยู่ขึ้นมาจูบเบาๆ

' เหล่าเทพขอรับ ช่วยให้ลูกผ่านพ้นคืนนี้ไปด้วยดีเถอะ '

ดูเหมือนซีทรัสจะแอ๋บลืมว่าตั้งใจจะช่วยเหลือแม่บุปผางามที่อยู่ข้างนอก มีเป้าหมายใหม่ในการทำเสียแล้ว เขาเฝ้าภาวนาในใจขณะที่เดินออกมาจากห้องน้ำ พยายามอย่างยิ่งให้ดูไม่ตื่นจนเกินไป สิ่งแรกที่เห็นตอนออกมา เล่นเอาซีทรัสแทบกลับไปตั้งหลักสู้ใหม่อีกครั้งในห้องน้ำ เมื่อแม่สาวนางโลมงดงามกำลังยืนนิ่งอยู่ตรงริมระเบียงในชุดผ้าขาวบางพลิ้วไหว แสงจันทร์ขับให้ชุดโปร่งบางเย้ายวน ใบหน้าหวานที่หันมายิ้มทักเขา งามจนนึกว่าเขาเห็นเป็นเทพีไอซิสหรือเทวีบาส์ท ลงมาในร่างมนุษย์ มือของเธอถือถ้วยเบียร์ไว้

" ท่านชายคะ หากท่านตื่นเต้น ดื่มเบียร์สูตรพิเศษของที่นี้สิคะ มันจะช่วยให้ท่าน......กล้าขึ้น " หญิงสาวบอก แต่ซีทรัสกลับรู้ดีว่าต่อให้เอาเบียร์มา 10 ไหเขาก็ไม่กล้า นี่น่าจะเป็นพวกยาปลุกที่แรงๆมากกว่า (แน่ละ เขาไม่ได้รู้เอง แต่เมอร์ผู้ช่ำชองเรื่องอย่างว่าบอกเขามาอีกที)

" ครับ " ร่างสูงรับมาและดื่มตามอย่างว่าง่าย ไม่ได้สังเกตเลยว่า ภายใต้รอยยิ้มแสนหวานของแม่หญิงคนงามนั่นแฝงไว้ด้วยอะไรบางอย่าง ซีทรัสวางถ้วยลงกับโต๊ะเล็กๆกลางห้อง เขาจ้องมองไปที่ไฮยา เจ้าหล่อนเอียงตัวน้อยๆก่อนจะเดินวยนาดเข้ามาใกล้ มือเรียวประคองใบหน้าของเขา ยืดตัวขึ้นเพื่อจะจูบ ซีทรัสเองก็โอนอ่อนลงบ้าง แต่ยังไม่ทันที่จะจุ๊บเบาๆ เขาก็ผลักคนตรงหน้าออกอีกครั้ง

" ท่านชายคะ ทำไม "

" ข้าทำไม่ได้ ท่านหญิง ข้าทำไม่ได้... "

" ท่านชาย " ร่างสูงส่ายหน้า

" ข้าว่า...ท่านหนีเถอะ ข้าจะช่วย หรือไม่ก็...รอข้านิด ข้าจะไปยืมเงินเพื่อนมาให้ ข้าจะไถ่ตัวท่านให้ " ชายหนุ่มยืนยันเจตนารมณ์เดิมอีกครั้ง

" ข้าไม่สามารถทำแบบนี้กับท่านได้...ข้าทำไม่ลงจริงๆ "

" เพราะฉะนั้น...ท่านไปจากที่นี้เถอะนะ ข้าจะช่วย " ร่างสูงหยุดคำพูดของตนเองไปชั่วขณะ รู้สึกมึนหัวแปลกๆ แขนขาเหมือนจะไร้เรี่ยวแรงเอาดื้อๆ ซีทรัสมั่นใจว่ายากำลังออกฤทธิ์ แต่ปัญหาคือว่าเขาไม่มีอารมณ์จะทำอย่างว่าตอนนี้แล้วนะ ไฮยาที่ยืนนิ่งอยู่ เดินช้าๆไปหาซีทรัสก่อนจะค่อยๆใช้แขนโอบกอดเขาไว้

" ท่านชาย...ท่านเป็นคนดีเหลือเกิน ไม่ต้องห่วงนะคะ เบียร์นั่นไม่มียาอะไรเลย " ซีทรัสรับรู้แบบมึนๆ

" เอ๋ "

" นอกจากยานอนหลับ " พริบตาซีทรัสก็รู้สึกเหมือนถูกกระชากลงกับพื้น เขาทันเห็นว่าหญิงวางร่างบางตรงหน้าฉวยจังหวะริบเอาสร้อยคอที่มีแหวนเงินกับถุงเงินของเขาติดไปด้วยกัน เมื่อพยายามมองเขาก็แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาว่าร่างระหงที่เขาเคยคิดว่าสวย น่ารัก บอบบางเหมือนเทฑีไอซิส หรือเทวีบาสท์ดันกลายร่างเป็นเทวีเซ็คเม็ทเอาเสียแบบนี้

" ขอบคุณสำหรับความหวังดีนะ แต่เก็บไว้เถอะ " ซีทรัสเบิกตากว้าง ทั้งๆที่ร่างกายที่โดนยาสลบเข้าไปยังร่อแร่เต็มทน ร่างบอบบางอ่อนแอเมื่อครู่ กลายร่างเป็นนางมารยืนยิ้มเหี้ยมๆอยู่ตรงหน้าเขา แถมในมือยังยึดเอาแหวนของแม่กับถุงเงินจำนวนหนึ่งไปด้วย

" ไฮยา..เจ้า! " เขาพยายามจะเอื้อมมือคว้าข้อเท้าหญิงสาว แต่สิ่งที่ได้กลับเป็นส้นรองเท้าแหลมๆ ที่เหยียบเต็มแรงลงที่หลังมือพอดิบพอดี หนุ่มผมน้ำตาลไม่มีแรงแม้แต่จะร้องแล้วตอนนี้

" ใครชื่อไฮยา...เข้าใจผิดแล้ว พ่อหนุ่ม...เอาเถอะ "

" เอาแหวนข้า...อุก... " ยาสลบเริ่มจะออกฤทธิ์แรงขึ้น ดวงตาของร่างสูงเริ่มพร่ามัวจนมองเห็นใบหน้าอีกฝ่ายบิดเบี้ยวเสียแล้ว

" นี่ๆ รับรอง เดี๊ยวข้าเอามาคืน ขอยืมไปทดสอบอะไรหน่อย อย่างกน่า "

" เอา... " ซีทรัสไม่ละความพยายาม กัดริมฝีปากเพื่อถ่วงเวลาการไม่ได้สติ

" ช่วยไม่ได้ " สาวน้อยคนสวย หยิบถุงหนังสีน้ำตาลออกมาจากข้างในเสื้อ เผยให้เห็นสร้อยคอที่แขวนจี้รูปปิรามิดเล็กๆเอาไว้แว่บนึ่ง เธอคลายเชือกไหมที่ปิดถุงออกก่อนจะค่อยเทบางอย่างลงมาที่พื้น มันเปล่งประกายสีเขียวเหลือบมุข กลิ่นหอมจางๆ จากตอนแรกที่ซีทรัสเริ่มจะต้านฤทธิ์ความง่วงที่จู่โจมได้ กลับเริ่มที่จะมึนงงขึ้นมาอีกครั้ง

" สวยใช่ไหม? มันคือผงหยกพิเศษ...เอาล่ะ...หลับให้สบายนะ " มือเล็กกำผงสีเขียวนั่นขึ้นมา ก่อนจะเป่าเบาๆใส่หน้าของซีทรัส เพียงชั่วพริบตาที่ผงนั้นปะทะใบหน้าของนักศึกษาหนุ่ม เขาก็สิ้นสติทั้งหมดที่เหลืออยู่ แล้วฟุบลงกับพื้นทันที....

" เฮ้อ...หลับไปแต่แรกก็ดีแล้ว เปลืองยาข้าจริงๆเลย...เอ้า...ถือว่าข้ามีน้ำใจนะ นี่ถุงเงินเจ้าคืนให้ แต่แหวนเนี่ย ยังไม่คืน " หญิงสาวพูดร่าเริง เหมือนไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายสักนิดเดียว เธอลุกขึ้นเก็บของสักพักก็ เดินเฉิดฉายออกไปจากห้องพัก โดยไม่แม้แต่ชายหางตามองหนุ่มใจดีที่คิดจะช่วยเธอเลยแม้แต่น้อย...

....แหวน....แหวน....แหวนนั่น...เอาคืนมา....

***************************************

รุ่งอรุณสาดส่องเข้ามาในห้องชั้นบนของตำหนักอาชาดำ พร้อมกับเสียงนกตัวเล็กๆร้องขับขานกันเซ็งแซ่ ดวงอาทิตย์ขึ้นเปล่งประกายเจิดจ้าแผดเผาพื้นดินให้ร้อนระอุ แต่ในห้องที่ซีทรัสนอนหลับ(หรือพูดให้ถูกคือสลบ) กลับเย็นสบาย แต่สิ่งเหล่านั้นก็ไม่ได้ช่วยให้อารมณ์ยามตื่นขึ้นมาของเขาเย็นลง เมื่อพบว่าแหวนที่แม่ของเขาให้มาก่อนเสีย หายไปจากสร้อยคอลูกปัดไม้ โดยฝีมือของผู้หญิงสาวสวยคนเมื่อคืน

" เป็นนางโลมกลับขโมยของแขก...เจอตัวพ่อจะจับส่งทหาร " ร่างสูงบ่นพึมพำรีบลุกขึ้นจัดการกับตัวเอง คว้าเอากระเป๋าข้างตัวเปิดประตูปังออกจากห้องไป ผมสีน้ำตาลยุ่งเหยิงด้วยเจ้าตัวไม่ใส่ใจ ดวงตาสีน้ำตาลขุ่นมัวเต็มที่ ถ้าเจ้าหล่อนหยิบฉวยไปแค่เงินเขาคงพอตัดใจ แต่สิ่งที่เธอเอาไปกลับเป็นแหวนเงินมัวๆที่แม่เขาให้ไว้ก่อนตาย เขาวิ่งพล่านไปทั่วเหมือนหนูติดจั่น พยายามหาทางออกให้กับตัวเองในตอนนี้ให้ได้ พลันก็นึกถึงเพื่อนร่วมทางที่มาด้วยเมื่อคืนนี้

" เมอร์...ไอ้บ้านั้น..อยู่ห้องไหนวะเนี่ย " ซีทรัสบ่นอุบ

" จะไปแล้วเหรอคะ.... " เสียงหวานออดอ้อนดังมากจากห้องที่ประตูเปิดออกไม่ไกลจาดตำแหน่งที่ซีทรัสยืนอยู่ พร้อมกับที่ร่างสูงผมแดงโผล่ตัวออกมาในชุดที่ดูแล้วเหมือนใส่มาแบบหลวมๆ แขนทั้งสองมีผ้าคลุมคล้องไว้ แต่แขนอีกข้างกลับกระหวัดรัดเอวของหญิงนางโลมไว้แน่น ใบหน้าคมยังเอาแต่ซุกไซร้ใบหน้านวลหวานของอีกฝ่ายไปมา

" แหมๆ ถ้าให้ดีพี่ก็อยากอยู่นะจ้ะ....แต่ว่าพี่ต้องไปแล้ว...ถ้าว่างจะมาหาใหม่นะ " เขาว่า ก้มลงจูบแก้มนวลขาวอีกฟอดใหญ่ๆ แบบชนิดไม่อายฟ้าดิน รวมทั้งเพื่อนหัวยุ่งที่ยืนโกรธพอๆกับความร้อนในทะเลทราย เมอร์คลายวงแขนปล่อยให้สาวงามข้างกายเดินลงไปข้างล่าง แต่ก็ยังไม่วายโบกไม้โบกมือส่งยิ้มกันไปมา มีความสุขจนน่าอิจฉา (แต่น่าเตะส่งไปทะเลทรายมากในความคิดของซีทรัส)

" ไอ้...เพื่อน...บ้า... "

" อ้าว...ซีทรัส ตื่นแล้วรึ....เมื่อคืนสนุกใช่ไหมล่ะ ข้าแอบเห็นแกแว่บๆหายเข้าห้องไปกับสาวน้อยน่ารักคนหนึ่งนี่ แกนะต้องแสวงหาความรู้อีกมาก ถ้าติดใจจะอยู่ต่อก็ได้นะ " อีกฝ่ายแทบคลั่งเมื่อได้ยิน ตั้งกะตื่นมารู้ว่าโดนแม่สาวน้อยเมื่อคืนลอกคราบไปก็แทบจะอยากวิ่งหนีจากที่นี้ไปโพ้นทะเล ไม่กลับมาอีกเลย แต่ไอ้คุณเพื่อนข้างตัวกลับบอกให้อยู่ต่อ ยิ่งคิดยิ่งเคือง

" อ้าว อ้าว ทำไมทำหน้าบูดเป็นตูดลิงบาบูนงั้นล่ะเพื่อน ยิ่งหน้าตาไม่หล่อแบบข้าแล้วทำหน้าแบบนั้น เดี๋ยวก็ยิ่งไม่มีสาวมาหลงหรอก "

" เมอร์...แกหุบปากสักสองนาที แล้วฟังข้านะ...เมื่อคืน ข้าไปไม่ได้ไปขึ้นสวรรค์วิมานอะไรแบบแก ข้าโดนสาวที่แสร้งว่าตัวเองใสซื่อน่าสงสารวางยาสลบข้า แถมพอข้าตื่นมาก็ยังโดดจิ๊กเงินไป เงินข้ายังไม่กังวล แต่แม่นั่นดันฉกแหวนที่แม่ข้าทิ้งไว้ให้ก่อนตายไปด้วย แล้วพอที่นี้ข้ากำลังจะมาหาแกเพื่อขอความช่วยเหลือ ก็ดันมาเจอไอ้คนเจ้าชู้ประตูดิน งูเรียกพ่อจ๋าแบบแกพูดจาเหมือนเมื่อคืนข้ามีความสุขเสียเต็มประดา แต่ข้าบอกไว้ตรงนี้เลยนะ เมื่อคืนข้าไม่ได้เสียพรหมจรรย์ข้าให้กับใครทั้งนั้น เพราะงั้นก่อนที่แกจะพูดอะไรโปรดดูหน้าตาข้าหน่อย เข้าใจ๋ " เมอร์นิ่งอึ้งไป เมื่อฟังเรื่องเล่าบัดซบของเพื่อนสนิท เขายิ้มแหยๆพร้อมยกมือขึ้นทำนองว่า ใจเย็นเถิดจะเกิดผล

" โธ่ เพื่อนรัก ใจเย็นๆ เอาเป็นว่าไปเก็บของก่อนนะ แล้วลงไปหาคนคุมร้านนี้ เพื่อหาตัวแม่สาวน้อยนั่น "

" ได้ ข้าจะรอข้างล่าง ให้เวลา 5 นาที " พูดเสร็จ เจ้าตัวก็เดินปึงปังลงไปทันที

" โอย...ไอ้หมอนี่ บทจะโกรธขึ้นมา อย่างกับสิงโตโดนยั่วแน่ะ " ร่างสูงผมแดงเกาหลังคอแบบมึนๆ ก่อนจะเดินเข้าห้องไปเก็บของ แล้วเดินตามเพื่อนผมสีน้ำตาลไป

 

คำถามที่ได้จากแม่เล้าวัยกลางคนที่ด้านล่าง เล่นเอาสองสหายหนุ่มทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก ซีทรัสทำหน้าเหมือนโดนสฟิงซ์เหยียบ ส่วนเมอร์ทำหน้าแบบพูดไม่ถูกที่คนที่เขาสองคนตามหา ไม่ได้มีตัวตนในร้านแห่งนี้เลย

" ตรวจสอบอีกทีสิ เจ๊ ไม่มีผู้หญิงที่ชื่อไฮยาซินส์เลยเรอะ " เมอร์ว่า สาวผมสีทองแดงผู้เป็นเจ้าของกิจการ พ่นควันยาสูบเนือยๆ ก่อนจะหยิบแผ่นกระดาษปาปิรุสส่งให้ทั้งคู่ดูเต็มๆตา หล่อนพูดเสียงยานคาง

" นี่เป็นรายชื่อเด็กๆร้านข้า...มีไหม ไฮยาซินส์ อะไรของเจ้าน่ะ " ซีทรัสกวาดสายตาผ่านกรอบแว่นตามรายชื่อและข้อมูลต่างๆ แต่ไม่มีรายชื่อไฮยาซินส์ที่ตรงไหนของหน้าแผ่นกระดาษเลยแม้แต่น้อย ชั่วครู่เขาก็ฉุกคิดได้ว่า หญิงปริศนาคนนั้น บอกเขาว่าไม่ได้ชื่อไฮยาซินส์

" ท่านมีรูปไหม รูปสาวๆในร้านน่ะ " อีกฝ่ายส่ายหน้า สูดควันยาสูบทีนึงก่อนจะตอบ

" ไม่มี...ร้านข้าเป็นหอนางโลมเล็กๆ ไม่หรูหราพอจะมีรูปเด็กๆในร้านหรอกนะ เอาล่ะ ข้าตอบคำถามพวกเจ้าแล้ว เชิญจ่ายเงินแล้วตามสบาย "

" บ้าชิบ " ร่างสูงผมน้ำตาลสบถเสียงลั่น ก่อนจะคว้าเงินในถุงหนังมอซอจำนวน 6 ดีเบน ส่งให้เจ๊เจ้าของร้าน หล่อนรับไว้ ก่อนจะเดินผลุบหายไปหลังร้าน กลิ่นอาหารหอมๆ ลอยฉุยออกมาจากห้องครัว หอนางโลมถูกล้างคราบออกไปเหลือแต่ร้านอาหารธรรมดาๆเท่านั้น

" แล้วแกจะเอาไงต่อซีทรัส " เมอร์ถามเพื่อน เขาสั่นหน้า

" ถ้านางเอาเงินไป ข้ายังพอทำใจนะ เพราะข้ามีเงินสำรองอีกส่วนหนึ่ง เงินทองไม่ตายก็หาเอาใหม่ได้ แต่แหวนของแม่ข้าอันนั้น ข้าให้ใครไม่ได้จริงๆ " เมอร์ถอนใจ ก่อนจะตบบ่าเพื่อนเบาๆ เป็นการปลอบใจ

" ข้าคบเจ้ามานาน เพิ่งเห็นโมโหน่ากลัวก็วันนี้แหล่ะ "

" ก็บอกแล้วไง แหวนนั้นสำคัญต่อข้ายิ่งชีวิต มันเป็นที่ระลึกถึงแม่ข้า "

" เอาน่า ข้าว่าโมโหไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา ทำใจเถอะ แม่เจ้าต้องเข้าใจแน่ๆ " ซีทรัสเลิกคิ้วมองหน้าเพื่อน

" เพิ่งเห็นเจ้าพูดจาดีก็วันนี้แหล่ะ "

" ชอมหรือด่าเนี่ย "

" ชม ข้าแน่ใจว่าข้าชม " คนผมน้ำตาลว่ายิ้มๆ ถึงจะเป็นยิ้มฝืนๆก็เถอะ

" เจ้าหนอนหนังสือเอ๋ย ไปหามื้อเช้ากินกันดีกว่า ข้าหิวชะมัดเลย "

" ตกลง "

" หรือเจ้าจะกินที่นี้ "

" ไม่...ข้าอยากออกจากร้านนี้ให้เร็วที่สุดเลย " พูดจบซีทรัสก็แบกกระเป๋าหนังใส่สัมภาระขึ้นหลังเดินออกจากร้านทันที เมอร์ยักไหล่ไม่ว่ากระไรเดินตามเพื่อนออกไป แต่ก่อนจะออกเขาแอบเห็นสาวๆคณิกาที่มาเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะ(และร่วม...) ที่ราวบันได ชายหนุ่มส่งจูบให้ สาวๆส่งจูบตอบกรี๊ดกราดเพราะเมอร์หล่อน้อยเสียเมื่อไหร่ ซีทรัสที่สังเกตเห็นว่าเพื่อนออกมาช้า เลยเดินกลับมา พอเห็นเมอร์ทำเจ้าชู้หัวงูโผล่ฟ่อๆ เลยรีบเดินมาดึงออกจากร้านไปก่อนที่มันจะไปสานต่อความสัมพันธ์กับสาวๆอีกรอบ


ไม่ไกลจาก ตำหนักอาชาดำ สองเพื่อนซี้ก็พากันเดินชมตลาดเช่าอันแสนคึกคักและลือชื่อของเขตเมืองเอราราส พ่อค้าแม่ขายต่างพากันส่งเสียงร้องตะโกนบอกสรรพคุณสินค้าของตน บ้างก็เดินออกมาจับแขนเหล่าคนเดินให้เข้าไปเยี่ยมชมสินค้ากันก่อน เพิงหนังสีมอๆถูกกางออกเต็ม เพื่อกันแดด และทำเป็นร้านเล็กๆ สำหรับตั้งร้านอาหารเช้า ลูกจ้างหลายคนวิ่งวุ่น แบกขนเก้าอี้และโต๊ะไม้มาตั้งวางเรียงกัน คนทำอาหารก็หยิบเอาวัตถุดิบมาลงมือทำอาหาร ใครเริ่มก่อนกลิ่นอาหารหอมๆก็จะออกมาเรียกลูกค้าได้ก่อน และไม่นานนักเมอร์กับซีทรัสก็เลือกร้านอาหารกลางแจ้งริมแม่น้ำเป็นที่เติมพลังงานยามเช้า

ไม่ไกลจาก ตำหนักอาชาดำ สองเพื่อนซี้ก็พากันเดินชมตลาดเช่าอันแสนคึกคักและลือชื่อของเขตเมืองเอราราส พ่อค้าแม่ขายต่างพากันส่งเสียงร้องตะโกนบอกสรรพคุณสินค้าของตน บ้างก็เดินออกมาจับแขนเหล่าคนเดินให้เข้าไปเยี่ยมชมสินค้ากันก่อน เพิงหนังสีมอๆถูกกางออกเต็ม เพื่อกันแดด และทำเป็นร้านเล็กๆ สำหรับตั้งร้านอาหารเช้า ลูกจ้างหลายคนวิ่งวุ่น แบกขนเก้าอี้และโต๊ะไม้มาตั้งวางเรียงกัน คนทำอาหารก็หยิบเอาวัตถุดิบมาลงมือทำอาหาร ใครเริ่มก่อนกลิ่นอาหารหอมๆก็จะออกมาเรียกลูกค้าได้ก่อน และไม่นานนักเมอร์กับซีทรัสก็เลือกร้านอาหารกลางแจ้งริมแม่น้ำเป็นที่เติมพลังงานยามเช้า

" รับอะไรดีขอรับ นายท่านทั้งสอง " คนรับรายการ ถามทั้งคู่ เมอร์มองแผ่นรายการอาหารก่อนจะสั่ง

" ข้าเอาขนมปังอบ เอาแบบร้อนๆเลยนะ แล้วก็น้ำองุ่น "

" ไก่อบจานหนึ่ง กับขนมปังเหมือนกัน แล้วก็น้ำสะอาดเหยือกหนึ่ง " ซีทรัสสั่งเสร็จก็ยืนแผ่นรายการคืนให้ เจ้าคนรับรายการรีบรับ ก่อนจะวิ่งไปบอกรายการอาหารให้กับพ่อครัว แล้วจึงวิ่งไปหาลูกค้าคนอื่นๆด้วย เมอร์นั่งเองตัวอย่างสบายๆผิดกับเพื่อนของเขาที่นั่งเหม่อมองไปที่แม่น้ำไนล์ที่กำลังไหลเอื่อยๆ และถอนหายใจบ่อยๆ

" ถอนหายใจบ่อยๆ เขาว่าความสุขจะหมดไปจากตัวนะเพื่อน " อีกฝ่ายหันมา

" ข้าไม่เห็นเคยได้ยิน "

" จะได้ยินได้ไง ก็ข้าเพิ่งคิดเองเมื่อกี้นี้เอง " คนผมแดงจัดว่า พลางทำหน้ายียวนตามนิสัย ซีทรัสเห็นแบบนั้นก็อดขำไม่ได้ เลิกมองแม่น้ำไนล์ หันมาเริ่มบทสนทนากับเพื่อนแทน จนกระทั่งอาหารถูกนำมาวางเรียงตรงหน้า ทั้งคู่จึงเริ่มมื้อเช้ากันทันที

" ได้มานั่งกินอาหารเช้า ริมน้ำไนล์แบบนี้ วิเศษไม่เลว "

" แต่ข้าว่า เจ้าคงจะชอบมากกว่านี้ หากมีสาวๆสวยๆมานั่งข้างๆใช่ไหม " ซีทรัสดักคอ เมอร์แอบเล่ห์ตาใส่

" สมเป็นเพื่อนข้า ฉลาดแสนรู้ " เมอร์ว่าแอบเอาส้อมจิ้มไก่ชิ้นของซีทรัสไปกิน แต่ชายหนุ่มก็ไม่ว่าอะไร

" แน่ล่ะ ไม่ฉลาดจะไปทันคนกะล่อนแบบเจ้าได้ไง "

" ซีทรัสเอ๋ย...แหวนนั่นข้าเข้าใจว่าสำคัญกับเจ้ามาก แต่ข้าว่าแม่เจ้าคงไม่ดีใจหรอก ถ้าลูกชายเขาจะมาจุกเจ่าเล่าจุก ทำหน้าอมทุกข์แบบนี้น่ะ "

" เมอร์ "

" คิดเสียว่าฟาดเคราะห์นะ ถึงไม่มีแหวน แม่เจ้าก็ไม่ได้หายไปจากใจเจ้านี่ "

" อืม แต่ข้าคงขอเวลาทำใจนิดนะ " หนุ่มแว่นพูดพลางฉีกขนมปังเข้าปาก เมอร์ยิ้ม ก่อนจะหยิบเหล้าองุ่นมากิน

" แล้วกินนี่เสร็จ เจ้าจะไปไหนต่อ "

" คงจะเดินทางไปเมืองเซนาน่ะ เขาว่ามีตำราดีๆ จะลองไปดูหน่อย " ซีทรัสดื่มน้ำ ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดปาก

" เมืองเซนาเหรอ ข้าเคยได้ยินคำกล่าวว่า ตลาดเช้าต้องเอราราส ตลาดค่ำก็ต้องเซนา น่าไปเที่ยวนะ "

" ที่เซนามีผู้คนมากไม่แพ้ที่นี้หรอก เจ้าอาจจะได้ลู่ทางร้านค้าสักร้านนะ "

" เจ้าล่ะ " เมอร์ถาม

" ก็ถ้ามีงานพิเศษที่นั้นก็อาจจะทำ มีเงินมากกว่านี้ค่อยเข้าตัวเมืองหลวงเลย " พูดจบซีทรัสก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารเช้าของตัวเอง เมอร์แอบลอบถอนหายใจไม่พูดอะไรต่อ หันไปกินอาหารเช้าของตัวเองเงียบๆเช่นกัน เขาเข้าใจว่าซีทรัสยังคงทำใจไม่ได้เรื่องแหวน แน่นอนว่าสำหรับเด็กโตมาโดยมีมารดาคนเดียวเลี้ยงมาตลอดจนโตเป็นเด็กหนุ่ม ย่อมผูกพันเป็นเรื่องธรรมดา สิ่งสุดท้ายที่มารดาทิ้งไว้ก็ไม่ต่างอะไรกับจิตวิญญาณสายใยรักของแม่ที่มีต่อลูก การที่ซีทรัสจะยังทำใจไม่ได้นั่นเป็นเรื่องธรรมดา ขนาดตัวเขาที่ไม่มีพ่อแม่ไม่มีครอบครัว แม่ของซีทรัสที่คอยช่วยเหลือก็ไม่ต่างอะไรกับแม่แท้ๆ ตอนที่แม่ของซีทรัสตาย เขายังร้องไห้ด้วยซ้ำไป... อาจจะนานนิดแต่เขาก็อยากให้ซีทรัสทำใจได้ เพื่อดำเนินชีวิตต่อไป

" เป็นอะไร เมอร์ มองหน้าข้าอยู่นั่นแหล่ะ "

" เปล่า " ชายหนุ่มผมแดงปฏิเสธ ก่อนจะหยิบขนมปังเข้าปาก

เป็นที่น่าเสียดายสำหรับทั้งสองหนุ่ม หากพวกเขาอยู่รอที่ร้านอาชาดำอีกสักหน่อย พวกเขาจะได้เจอคนในเสื้อคลุมหนังสีน้ำตาลที่เดินมาถามหาพวกเขากับเจ้าของร้านผมสีทองแดง พร้อมกับแหวนเงินมอซอขึ้นคราบเขียว . . .

TBC. . .

***********************

โอ...กัดฟันแต่งตอนแรกจบ 0 o 0 นังกั้งทำได้ไงเนี่ย อัศจรรย์ รอ หัน การันต์ยอมากเลย - - ด้วยความชอบอียิปต์เป็นทุนเดิมก็เลยถือกำเนิดมีนิยายเรื่องนี้ออกมา ความจริงเคยคิดอยากแต่งเรื่องรักๆในสมัยโบราณ แต่พอมาดูๆแล้ว มันเกร่ออ่ะ ! - 0 -" เดินไปร้านหนังสือนิยายรักข้ามภพหรือรักๆในแนวอียิปต์โบราณเยอะมาก เลยอยากแต่งแบบอียิปต์เชี่ยนแฟนตาซี (ถ้าใครงง ลองอ่านการ์ตูนเรื่องนางฟ้าตกสวรรค์ดูก็ได้ เรื่องนั้นคือไชนีสแฟนตาซี คืออิงความเป็นจีนโบราณ แต่มีการรวมเอาความทันสมัยลงไปบ้าง เรื่องนี้ก็เหมือนกัน เป็นการดำรงชีวิตแบบอียิปต์โบราณ แต่จะมีความทันสมัยแทรกลงไปบ้าง แต่แน่ล่ะนังกั้งชอบความแอนทีคชอบความเก่าแก่ มันจึงมีความเป็นสมัยใหม่ปนเก่าๆ) เรื่องนี้กั้งอยากให้มีความเป็นแฟนตาซี (เท่าที่จะทำได้) อิงโรแมนติคนิดๆ สอดแทรกวิถีชีวิตลงไปบ้าง ผจญภัย ต่อสู้ มิกซ์รวมกัน ใส่เครื่องปั่นๆ 555+ ไม่หรอก...ใส่เท่าที่ใส่ได้น่ะแหล่ะ กั้งไม่ใช่นักเขียนจริงๆจังๆซะด้วย ก็นี่ถือเป็นนิยายเอาแต่ใจก็ได้เนอะ กั้งดีใจหากคนอ่านชอบ ^ ^

ปล. เพื่อความแปลกใหม่ (เหรอ...) ชื่อในเรื่องนี้เลยไม่ใช่ชื่ออียิปต์ แต่ใช้เป็นชื่อพืช ผู้ชายจะเป็นพวกเครื่องเทศ ต้นไม้ เฟิร์น ส่วนผู้หญิงจะเป็นดอกไม้  หน่วยเงินกั้งเอามาเกมฟาโรห์ ส่วนตำหนักอาชาดำ...กั้งขอยืมชื่อนี้มาจากการ์ตูนเรื่อง เจ้าหญิงตัวร้ายกับนายตัวยุ่ง ในเรื่องนั้นก็มีหอนางโลมชื่อนี้เหมือนกัน ชอบชื่อนี้มากๆเลยขอยืมมาใช้หน่อย แฮะๆ

ซีทรัส - พืชจำพวกส้ม
เมอร์ - ต้นไม้มียางหอมใช้ในพิธีกรรมทำมัมมี่