[Fiction Spoiler HP 7] In the Time...I Love You...03

posted on 12 Oct 2007 13:20 by melanie  in Fiction

เนื้อหา Fiction เรื่องนี้ มีการกล่าวถึงฉากสำคัญต่างๆในเล่ม 7 ของ Harry Potter หากไม่ประสงค์จะรู้เนื้อเรื่องก่อน ปิดไปเลยค่ะ
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
[Fiction Spoiler HP 7]  In the Time...I Love You.... 03

By : M_Black
Style : Drama , Romantic
Paring : Severus Snape & Lily Even

ใบไม้ร่วงลงสู่พื้นดิน...เหมือนที่เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า นับแต่วันนั้น ผมไม่เข้าใจเลยว่า...การที่ผมร้องไห้ออกไปในอ้อมกอดของลิลลี่ มันทำให้เธอมีความ หมายต่อผมแค่ไหน การออกนอกบ้านไปเจอกับลิลลี่ เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ผมสร้างรอยยิ้มที่หาได้ยากนัก สวนสาธารณะที่ผมเจอเธอเป็นสถานที่สำคัญของผม รวมทั้งนั้นอาจหมายความว่าเธอเป็นของสำคัญของผมด้วย...

" เซฟ...เธอตื่นเต้นมั้ย "

" เรื่องอะไรเหรอ " ผมถามเรียบๆ แทนที่จะตอบ ลิลลี่มุ่ยหน้า

" ก็อีกไม่ถึงสัปดาห์ เราจะได้ไป....ฮอกวอตส์แล้วไง " ลิลลี่กระซิบบอกผม เธอจำเป็นต้องกระซิบเพราะไม่อยากให้พี่สาวเธอรู้ อ๋อ!...ผมเองก็เผลอพลั้งปากไป อีกว่าผมกับเธอเป็น คนในโลกนั้น เหมือนๆกันหลังจากวันที่ผมต้องไปนอนรักษาตัวที่บ้านเธอ ผมทำหน้าออกจะตะลึงอยู่บ้าง เพราะลืมไปเลยว่าอีกแค่ไม่ถึง สัปดาห์ผมกับลิลลี่จะได้ไปเรียนหนังสือในแบบของพวกเราแล้ว

" อืม...ไม่เท่าไหร่หรอก...เธอล่ะ " เด็กหญิงผมแดงตรงหน้าผมทำหน้าเพ้อฝันเล็กน้อย ก่อนจะกระโดดลุกจากม้านั่งยาว หมุนตัว 1 ทีแล้วหันหน้าที่มีแต่รอยยิ้ม สดใสมาทางผม เรือนผมแดงสวัดไสวล้อแสงอาทิตย์

" ตื่นเต้นสิ! ตื่นเต้นมากด้วย...มันเป็นโลกที่น่าพิศวงมากเลยนะ เธอไม่ว่างั้นเหรอ "

" ก็นะ...คงจะเป็นอย่างที่เธอว่า "

" ที่นั้นจะเป็นอย่างไรนะ เซฟ เธอว่ามันจะเป็นอย่างไง "

" อาจจะเป็น ปราสาทหลังทึมๆ มีหม้อยาใบโต แล้วก็แม่มดผมยาวรุงรังกำลังคนยาพิษมั้ง "

" ฉันว่าเธอ ลอกในนิทานมาเลยนะ " ลิลลี่พูดยิ้มๆ ผมยิ้มตอบ

" ก็ว่าคุ้นๆเหมือนกัน " เรามองหน้ากัน ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา จนทูนีย์เดินมาถามว่าขำอะไรกัน เราก็เลยต่างกุเรื่องบอกเธอ แต่แน่ละว่าทูนีย์ไม่เชื่อ ในเมื่อลิลลี่บอกว่า

" เรื่อง ที่เซฟสะดุดกองหนังสือหล่นจากบันไดเมื่อวาน แล้วกระเด็นไปชนเตาผิง เลอะขี้เถ้าเต็มตัวเลย " แต่ผมกลับบอกว่า

" เรื่องที่ลิลลี่ โดนกระรอกในสวน กระโดดตะปปจมูกจนแดงพอๆกับผมของเธอ " แล้วเราทั้งสองก็มองหน้ากันอีกครั้ง พลางหัวเราะในเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างกุขึ้น มาทั้งนั้น ทูนีย์ทำหน้าไม่พอใจ แต่ก็ไม่พูดอะไร (นับว่าโชคดี เพราะลิลลี่เล่าว่าทูนีย์โกรธมากที่เธอไม่ใช่แม่มดน่ะ) หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้พูดถึงกองหนังสือ กระรอก หรือฮอกวอตส์อีก เราสามคนเอาแต่เล่นกันตลอดเวลา เหนื่อยก็หยุดพักกินไอศครีม (แน่ล่ะ ผมคงปล่อยให้ลิลลี่เลี้ยงผมไปตลอดไม่ได้ ครั้งนี้ผมเลย ต้องควักเงินตัวเองจ่าย ก็ถือว่าโชคดีอีก เพราะนับจากเหตุการณ์วันนั้น พ่อผมไม่ค่อยมาวอแวที่บ้านเท่าไหร่ แม่ก็ไม่ต้องเสียงเงินไปกับค่าเหล้าพ่อมากนัก ผม จึงพอมีเงินในการซื้ออะไรเล็กๆน้อยๆ บ้าง ) กว่าจะสัปดาห์ที่เราต้องไปเรียน เราเอาแต่เล่นกันทั้งวันทั้งคืน เนื้อตัวมอมแมม เราเล่นกันจนแทบจะไม่รู้ว่าจะ เล่นอะไรอีก นั้นเหมือนสัญญาณอำลาอันรางเลือนว่า ช่วงเวลาแห่งความสุข ของเราสามคน กำลังจะหมดไป วัยเด็กกำลังจะอำลา และบางสิ่งจะมาแทนที่

บางสิ่งที่ผมไม่เคยนึกเลยว่า...
มันจะทำให้ชีวิตของผม...
เปลียนไปมากขนาดนี้...

.......................
...............
.............
.........
.......
.......
....
..
.

ถัดจากฤดูใบไม้ร่วง...หิมะก็เริ่มจะโปรยปรายลงมา เพียงแต่ นี่เป็นฤดูหนาวครั้งที่ 6 นับแต่ผมเข้าเรียนที่ฮอกวอตส์ ภายในเวลาแค่ไม่นานนัก ทุกสิ่งทุกอย่างใน ชีวิตผมเปลี่ยนแปลงไปมากเหลือเกิน...แต่ในหลายๆอย่างที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา มีเพียงสิ่งเดียวสำหรับผมที่ไม่เคยเปลี่ยนไป....

ดวงอาทิตย์ของผม...
ยังคงส่องสว่างหมือนเดิม...
เพียงแต่คนที่ได้อาบแสงอันอบอุ่นอันนั้น...
ไม่ใช่ผม....

ความสัมพันธ์ความเป็นเพื่อนของผมกับลิลลี่จบไปตั้งแต่เมื่อตอนปี 4 ซึ่งทั้งหมดเป็นความผิดของผม... แม้ปากของผมจะโทษว่าเป็นความผิดของไอ้งี่เง่าพอ ตเตอร์นั่น แต่ลึกๆในใจผมรู้ดีเสมอมา ว่าคนที่ผิดคือผมเอง ผมที่ใช้ความเย่อหยิ่งในสายเลือดพูดจาร้ายกาจใส่เธอ และขี้ขลาดจนไม่กล้าแม้แต่จะบอกความจริง ถึงความรู้สึกที่ผมมีต่อลิลลี่ ไม่กล้าที่จะยอมรับความจริงว่าลิลลี่ไม่เคยมองผมมากไปกว่าคำว่า ' เพื่อน '

ท่ามกลางหิมะขาวสะอาดตา เรือนผมสีแดงโดดเด่นจนเรียกให้ผมต้องหยุดยืนมองทั้งๆที่มีงานพะรุงพะรังเต็มแขนไปหมด ลิลลี่ไปชวนแฮกริดเล่นปาหิมะ พร้อมๆกับเพื่อนๆ กลุ่มกริฟฟินดอร์และเรเวนครอของเธอ และนอกจากนั้นก็คงเป็นเจ้าพวกงี่เง่า 4 ตัวของกริฟฟินดอร์  แม้จะไม่ได้ยินเสียง...แต่ผมก็รู้ล่ะว่า เสียงหัวเราะของลิลลี่สดใสแค่ไหน ผมเคยได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วน แต่นอกจากนี้คงจะไม่มีอีกต่อไปสำหรับคนอย่างผม เธอจากผมไปไกลเหลือเกิน...

" เซเวอร์รัส "

" มีอะไร...ไนส์ " เมื่อผมหันไปก็พบกับเด็กหนุ่มร่างสูง เรือนผมสีน้ำตาลเข้มจัด ดวงตาสีเหลืองทอง กำลังยืนยิ้มร่าอยู่ด้านหลังผม

" ช่วยถือมั้ย? "

" ไม่จำเป็น มีธุระอะไร " ผมผละจากหน้าต่าง กระชับข้าวของในมือให้แน่น อีกฝ่ายยื่นมือเข้าช่วยหิ้ว

" เปล่า เห็นนายเหม่อ กลัวของหล่นเลยจะมาช่วย " ผมเลิกคิ้ว

" เหม่อ...ฉันเนี่ยนะ.... "

" ช่าย เอ้า! ส่งของมาจะช่วยถือ " ยังไม่ทันที่ผมจะพูดอะไร มือของไนส์ก็คว้าเอาห่อกระดาษม้วน กับรายงานไปถือ หลิ่วตาให้ผมอย่างน่าหมั่นไส้ ผมแค่ส่ง เสียงรำคาญเล็กๆในคอ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

" เซเวอร์รัส " ไนส์เรียกผมเบาๆ ขณะนี้เรากำลังเดินอยู่กลางระเบียงร้างไร้ผู้คน แน่ละใกล้คริสต์มาสแบบนี้เด็กอยู่โรงเรียนน้อยจะตายไป และผมก็ไม่อยาก กลับไปที่บ้านด้วย แม้จะอยากเจอแม่แค่ไหน แต่ผมก็ส่งจดหมายไปหาแม่แทนแล้วว่า ผมมีงานมากมายเกินกว่าจะหอบกลับไปได้

" อะไร? "

" นายมีความรักมั้ย? " ผมหันขวับทันที นึกว่าหมอนี่จะรู้ว่าผมคิดยังไงกับลิลลี่ แต่พอเห็นหน้าเอาจริงเอาจังแบบแปลกๆของเจ้าหมอนี่แล้วก็ถึงได้รู้ ถามเอาจริงๆ จะยังไงก็แล้วแต่ มันเป็นคำถามที่ทำเอาผมแทบสะอึกน่าดู เลยต้องกลั้นใจถามกลับไป

" ทำไม "

" ฉันแอบชอบสาวอยู่คนหนึ่ง...แต่ฉันไม่รู้จะบอกเขายังไง เดี๋ยวนี้นะจะหลับจะนอนก็คิดถึงแต่เธอ " เขาว่าแบบนั้น พลางทำหน้าเหม่อๆ คนมีความรักนี่ชอบ เหม่อลอยกันหรือไงนะ....ผมว่าตัวเองอยู่รึเปล่าเนี่ย

" ก็พูดไปตรงๆ " ไนส์ทำหน้างงๆ

" แค่นั้นเหรอ "

" ใช่ มีอะไรก็พูดไปตรงๆ ใช้ความจริงใจของนายบอกกับเธอไปตรงๆ จะโดนปฎิเสธก็ช่าง คิดเสียว่าได้บอกไปแล้ว ใครจะไปรู้ เกิดเธอก็ชอบนายอยู่ล่ะ ลองเสี่ยงโชคสักครั้งก็ไม่เสียหายนิ " ผมพูดเรียบๆ พยายามประคองหนังสือในอยู่ในมือมากที่สุดก่อนมันจะร่วงลงกับพื้นตอนที่ผมเดินขึ้นบันได ไนส์นิ่งไปชั่ว ครู่ดูเหมือนว่าเค้าพยายามคิดทบทวนในสิ่งที่ผมแนะนำเขา

" ดีเหมือนกันนะ ฉันจะลองทำดู " หนุ่มผมน้ำตาลทองพูดออกมาในที่สุด ท่าทางดูมั่นอกมั่นใจขึ้นเยอะ

" ขอให้นายโชคดี " ผมอวยพรแบบที่ดูแล้วเขาคงคิดว่าผมอวยพรไปส่งๆ แต่ไนส์ เจ้าเด็กกริฟินดอร์บ้าๆบอๆรู้แน่ล่ะว่าผมพูดจริง  เขาหันมาส่งหน้าเปื้อนรอยยิ้มให้ผม

" ขอบใจ เซเวอร์รัส ในบรรดาสลิธีลิน นายคบได้ที่สุดเลย "

" เหรอ " ผมนิ่งอึ้งไปพัก

" อืมๆ เอาละ ถึงห้องอาจารย์แล้ว นี่ของ " หนังสือตั้งหนึ่งถูกส่งคืนที่เดิมของมัน ไนส์ยืดตัวแก้เมื่อย

" ขอบใจมากนะ ไนส์ " ผมพูดเบาๆ ยากนะถ้าผมจะขอบคุณใครสักคน

" ไม่เป็นไรๆ แลกกับคำแนะนำที่นายบอกแล้ว เจ๋งมากเลย นายนะต้องมีโชคด้านความรักแน่ๆ นายออกจะมีคติลึกซึ้งออกแบบนี้ ถ้านายมีแฟนแล้ว แนะนำให้ฉันรู้จักบ้างล่ะ "

" ได้ แต่นายต้องจีบเธอคนนั้นของนายให้ได้ก่อนนะ " ผมว่า เจ้าหัวน้ำตาลทองยิ้มร่า หัวเราะชอบใจ ตบบ่าผมสองสามที

" แน่นอน เพื่อน เอาล่ะ ฉันไปก่อนนะ ขอบคุณมากสำหรับคำแนะนำ ไปล่ะ " ไม่ทันไรคนที่ผมเพิ่งให้คำแนะนำไปก็วิ่งลับหายไปจากสายตา แต่ผมออกจะมั่น ใจนะว่าผมได้ยินเสียงคล้ายๆคนลื่นล้มตรงมุมบันไดหัวโค้ง พร้อมๆกับที่ผมเห็นกลุ่มนักเรียนหญิงบ้านเรเวนคลอเดินไปกลุ่มหนึ่ง ถ้าจำไม่ผิดคนผมสีบลอนด์ เข้มคนนั้นเป็นดาวของเรเวนคลอ และผมว่าผมแอบเห็นเจ้าไนส์มองผู้หญิงคนนี้บ่อยๆ เพราะงั้นเสียงลื่นบันไดนั่นผมรู้แล้วว่าใคร และเพราะอะไร

" เจ้าคนติ๊งต๊อง...แค่เจอผู้หญิงที่ชอบถึงกับลื่นล้ม จะตายเสียก่อนได้บอกความในใจหรอก "

...ปากก็พูดไปแบบนั้น....

....ถามจริงๆเถิดว่า....ถึงไม่เป็นแบบนั้น....

...จนกว่าผมจะตาย....

...ความในใจของผม...จะไปถึงลิลลี่รึเปล่านะ...

" เสนป ช่วยเอามันวางไว้ที่โต๊ะครูด้วย " เสียงอาจารย์ประจำวิชาดาราศาสตร์ดังขึ้นเรียกสติผม  ผมพยักหน้า ก่อนจะเดินไปวางตั้งหนังสือลงบนโต๊ะ หิมะสีขาว โปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย ยอดสนขาวโพลน อากาศเย็นจับใจ แต่ทำไมผมยังรู้สึกเหมือน เสียงหัวเราะใสๆของเด็กหญิงผมแดงคนหนึ่ง ยังก้องตลอดเวลา ทั้งๆที่ตอนนี้ไม่ใช่หน้าร้อน และเธอก็ไม่คิดจะยุ่งเกี่ยวกับผมอีกแล้ว

...ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามครรลองของมัน....

...เด็กโตเป็นผู้ใหญ่....

...ความสนุกสนานกลายเป็นความรับผิดชอบ...

...แค่ทว่าความรู้สึกว่ารัก...ของผม....ไม่เคยเปลี่ยนไป....

..............................................
....................
..................
................
..............
.............
.........
........
.......
......
....
....
...
..
.

บางครั้ง...ผมก็รู้สึกว่า...ผมเห็นแก่ตัว

แต่กว่าที่ผมจะรู้...

ร่างบอบบางของเธอก็ล้มลงกับพื้น

พร้อมๆกับที่ลมหายใจของลิลลี่หมดลงไป

เธอจากผมไปตลอดกาล

และคนที่ยืนหยัดเคียงข้างเธอจนวินาทีสุดท้าย

คือ เจมส์ พอตเตอร์

ไม่ใช่เซเวอร์รัส เสนป

..............................................
....................
..................
................
..............
.............
.........
........
.......
......
....
....
...
..
.

ดอกไม้สีขาวสะอาด ส่งกลิ่นหอมออกมาอบอวลไปทั่ว ผมยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของบ้านหลังหนึง...ทั้งๆที่มันก็ผ่านไปกว่า 3 ปีแล้วนับแต่ที่ลิลลี่ตายไป เพราะคนที่รู้ว่าใคร ตายเพราะปกป้องลูกของเธอ ปกป้องจนตัวตาย ลิลลี่เป็นคนแบบนี้เสมอ เธอมีความกล้ามากกว่าพ่อมดหลายที่ยอมเป็นเหยื่อของความหวาด

กลัวในการที่จะจบชีวิตลง และยอมสวามิภักดิ์แก่จอมมาร พียงแค่คิดถึงเรื่องนี้ ตรามารที่แขนของผมก็ร้อนผ่าว ไม่ต่างกับที่ตาเลยสักนิด ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่ผมคิด ถึงลิลลี่ น้ำตาไม่เคยที่จะไม่ไหลลงมา แม้จะพยายามสักเท่าไหร่ ลิลลี่มีความหมายกับผมมากเกินไป

" ลิลลี่ ดอกไม้สำหรับเธอนะ เธอชอบไม่ใช่เหรอ ดอกลิลลี่สีขาวแบบนี้ สวยเหมือนเธอเลย " ดอกลิลลี่สีขาวถูกวางลงกับพื้นดินเย็นเฉียบ หิมะตกลงมาอีกแล้ว ตั้งแต่ลิลลี่เดินไปจากชีวิตผม ผมแทบไม่เคยจะสัมผัสถึงความอบอุ่นของแสงตะวัน หิมะอันเย็นเยียบต่างหากที่เข้ามาแทนที่  เหมือนที่กลับไปสมัยนั้น... ลม หนาวพัดอื้ออึง หวีดหวิว เหมือนเสียงร้องของสัตว์ร้าย ท้องฟ้ามืดสนิท ไม่มีทั้งแสงจันทร์และแสงดารา ผมยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางความมืดนานเท่าไหร่ไม่รู้ จน กระทั่งมีเสียงแหบห้าวดังขึ้นเบื้องหลัง

" เซเวอร์รัส " ร่างสูงโปร่งในชุดสีม่วงดอกไวโอเล็ตแสบตายืนอยู่ข้างหลังผม พร้อมกับช่อดอกไม้สีขาวเช่นกัน เครายาวสีเงินมาถึงเอว เหมือนเส้นผม หมวก พ่อมดทรงสูงเข้ากันกับชุด และแว่นตารูปจันทร์ครึ่งเสี้ยว

" ศาสตราจารย์ ดับเบิ้ลดอร์ " ผมเรียกชื่อเขาเบาๆ

" เธอก็มาเหมือนกันเหรอ "

" ผมมาของผมทุกปี คุณก็น่าจะรู้นี่ " ผมตอบเรียบๆ กอดอกยืนนิ่งดูท่าทีอีกฝ่าย

" นั่นสินะ ฉันน่าจะรู้ เฮ้อ...อากาศร้อนๆแบบนี้ ฉันว่าน่าจะมีเชอร์เบ็ทรสมะนาวสักแท่งนะ ว่าไหม " สมเป็นดับเบิ้ลดอร์...เรื่งขนมหวานนี่ไม่มีใครเกิน ร้อนเรอะ?...หิมะจะตกอยู่ร่อมร่อแล้วเนี่ยนะ พูดมาได้ เฮ็อ...ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะที่ผมกลายเป็นคนจุกจิกเรื่องมาก หงุดหงิดง่ายแบบนี้

" ไม่รู้สิ ผมไม่ค่อยจะรู้ร้อนรู้หนาวอะไรเท่าไหร่ " ดับเบิ้ลดอร์เลิกคิ้ว

" จริงรึ นับว่าน่าเสียดายถ้าเธอจะไม่รู้จักรสชาติความอร่อยของมันนะ " ผมถอนหายใจ

" ผมไม่มีเวลาจะคิดอะไรแบบนั้นหรอก "

" เธอยังไม่ลืมลิลลี่อีกรึ " คำถามนี้ทำเอาผมเกือบสะดุ้ง แต่ก็พอเก็บอาการได้อยู่

" ยังไม่ลืม และจะไม่มีวันลืม จนกว่าผมจะตายผมก็ยังคงลืมเธอไม่ได้ "

" อืมๆ มั่นคงดีนะเซเวอร์รัส ลิลลี่คงดีใจถ้าได้ยิน " เขาว่าพลางยิ้ม วางดอกไม้สีขาวช่อใหญ่ให้ตรงที่เดียวกับผม แต่ผมรู้ว่าที่ช่อมันใหญ่ก็เพราะเขาวางเพื่อไอ้ แว่นงี่เง่านั่นด้วย แต่ช่อของผมมีไว้สำหรับลิลลี่คนเดียว ผมแค่นยิ้ม ลิลลี่รักไอ้บ้านั่นไปได้ยังไงนะ

" แต่เธอไม่ได้ยินอะไรแล้ว ไม่เลยสักนิด คุณน่าจะรู้ " ดับเบิ้ลดอร์ถอนใจเบาๆ

" เฮ้อ...ชีวิตคนเรายืนยาวมากนะ เธอก็อายุมากพอจะมีครอบครัวแล้ว ไม่คิดจะหาใครบ้างรึ "

" สถาณภาพของผมคงยากนะ อัลบัส...ช่างเถอะ อยู่คนเดียวไปจนตายนะดีแล้ว " ดวงตาผมเสมองไปที่ท้องฟ้าทั้งๆที่ไม่มีอะไรน่าดูเลยสักนิด เป็นแค่พืนสีดำกว้างใหญ่

" ไม่ดีหรอก หากว่าเธอจะอยู่ไปจนตายโดยไม่มีใครเคียงข้างน่ะ " คราวนี้ผมเป็นฝ่ายเลิกคิ้ว

" แม่ผมก็เสียไปตั้งแต่ผมจบจากฮอกวอตส์ใหม่ๆ พ่อก็คงตายแล้วมั้ง ผมไม่รู้ข่าวเลย ลิลลี่ก็ไม่อยู่ พวกคนอื่นๆก็.... " ผมหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตั้งต้นพูดพูดถึงแม่กับลิลลี่ทีไร...มันต้องเหมือนมีอะไรมาจุกคอผมทุกที

" ผมว่ายากนะ ถ้าจะหาใครมาชอบผม ผมไม่ได้รวยแบบไอ้....เจ้าพอตเตอร์ ไม่ได้มีเสน่ห์แบบเจ้าแบล็ค...เหอะ คนอย่างมันสมควรแล้วที่จะอยู่ในคุกนั่น "

" เซเวอร์รัส เธอจะลดฑิฐิลงบ้างก็ได้นะ ไม่มีใครว่า ลดลงบ้างเถอะ " พ่อมดผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคเหมือนเตือน แต่ผมที่ทิฐิเยอะออกแบบนี้ไม่มีทางเสียล่ะ

" ผมว่าผมควรจะกลับได้แล้ว ผมต้องไปเตรียมตารางเรียน "

" ตามสบาย " ผมโค้งนิดนึง ก่อนจะเดินเร็วๆจากไปไกลจากอาจารย์ใหญ่ บางทีผมก็เกลียดดวงตาของเขา มันดูราวกับว่าเค้าจะอ่านใจผมออกเสมอ ผมไม่ชอบ ไม่ชอบเอาเสียเลย ความรู้สึกของผมที่มีต่อลิลลี่ ผมไม่ต้องการให้ใครมายุ่มย่าม ไม่ว่าใครทั้งนั้น....

หิมะตก...ตกทุกครั้ง ที่คิดถึงเธอ

แสงดาวเลือนหาย มีเพียงเมฆสีดำ ทุกครั้งที่นึกถึงเธอ...

ตอนนี้เราอยู่ห่างกันเหลือเกิน...

" ลิลลี่...ครูคิดว่าเธอคงจะให้อภัยเซเวอร์รัสได้นะ แต่ว่าถ้าเธอให้อภัยเขาแล้ว เขาไม่ให้อภัยตัวเอง คงจะยากหน่อยถ้าเขาจะเลือกเส้นทางเดินใหม่ "  ผู้สูงวัย เอ่ยเบาๆ พลางมองตามหลังร่างสูงโปร่งในชุดคลุมดำสนิท...ตั้งแต่ลิลลี่ตาย สีดำคือสีประจำกายของชายหนุ่ม ก่อนหน้านั้นยังมีบ้างที่จะใส่สีอื่น เช่นสีเขียวเข้ม หรือน้ำเงินจัดๆ แต่นับจากเกิดเหตุการณ์วันนั้น ศาสตราจารย์ปรุงยาของฮอกวอตส์ไม่เคยที่จะใส่สีอื่นเลย เหมือนว่าเขาจะไว้ทุกข์ให้คนที่เขารักที่สุดเสมอ

"  คนเราถ้าไม่ให้อภัยตัวเอง...ก็ยากเหลือเกินที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป "

..............................................
....................
..................
................
..............
.............
.........
........
.......
......
....
....
...
..
.

ลิลลี่...ฉันช่วยลูกชายของเธอได้แล้วนะ...

ฉันไม่รู้ว่าเรื่องแค่นี้จะทำให้เธอหายโกรธฉันได้หรือเปล่า...

แต่ขอร้องอย่างหนึ่งได้ไหม?

ฉันรู้ดีว่าฉันไม่มีค่าพอจะไปขอโทษเธออีกครั้ง...

แต่ถ้าฉันได้เจอเธออีกครั้ง ได้ขอโทษเธอ...

เพียงพอแล้วล่ะ...

ต่อให้ฉันตกนรก...ฉันก็ยินดีนะ...ขอแค่ได้ขอโทษเธอ

เธอจะอภัยหรือไม่ ไม่สำคัญ...

ขอแค่นั้นจริงๆ...

..............................................
....................
..................
................
..............
.............
.........
........
.......
......
....
....
...
..
.

" คุณพ่อ " เสียงเล็กของเด็กชายคนหนึ่ง เรียกชายหนุ่มผมยุ่งๆ ที่กำลังยืนนิ่งให้หันมาจากหน้าหลุมศพสีเทา ดวงตาสีมรกตมองลูกชายคนรองอย่างเอ็นดู

" มีอะไรเหรอ อัลบัส "

" นี่หลุมศพของใครเหรอ ครับ " เจ้าของชื่อ  ่ อัลบัส  ่ ถามทันควัน

" ของ...อืม...เพื่อนของคุณย่าน่ะลูก....เป็นอาจารย์ของพ่อด้วยนะ " เขาว่า ก่อนจะวางดอกลิลลี่สีขาวลงไปที่หน้าหลุมศพ สายลมพัดเอื่อยๆ กลิ่นหญ้าชื้นน้ำ อบอวลไปทั่วแสงอาทิตย์กำลังส่องสว่างเต็มที่ นำทางผู้คน คืนวันผ่านไป ตามกาลเวลาของมัน

" อ๋อ!...แล้วทำไมพ่อถึงเอาดอกลิลลี่มาวางไว้ล่ะ ปกติพ่อจะวางไว้แต่ที่หลุมศพคุณปู่กับคุณย่าไม่ใช่เหรอ " เจ้าตัวเล็กยังถามไม่หยุด จนคนเป็นพ่ออดหัวเราะไม่ ได้ เอามืดขยี้หัวลูกชายอย่างหมั่นไส้เล็กๆ

" ช่างซักช่างถามจริงนะเรานะ ไม่รู้เหมือนใคร "

" เหมือนพ่อไง " อัลบัสว่าทันที

" แน่ะ ย้อนพ่ออีก...ไปเลย...แม่เขาเรียกแล้วแน่ะ " เค้าชี้ไปที่สาวผมแดงที่กำลังอุ้มลูกสาวคนเล็ก ตะโกนเรียกเจ้าตัวดีอยู่ไวๆ

" แฮร์รี่คะ บอกอัลบัสให้มาทางมื้อเที่ยงด้วย " อีกฝ่ายพยักหน้ารับ

" รู้แล้ว จินนี่ เอ้า อัลบัส ไปทางมื้อเที่ยวเร็ว "

" พ่อยังไม่ตอบคำถามผมเลย "

" อืม...ก็ได้...เพราะว่าอาจารย์ของพ่อน่ะ...ชอบลิลลี่ไง "

" ชอบลิลลี่ ชอบคุณย่านะเหรอ " แฮร์รี่นิ่งอึ้งในคำพูดซื่อๆของลูกชาย พลางเหล่ไปที่หลุมพ กลัวเหลือเกินว่าคนที่เป็นเจ้าของเขาจะหงุดหงิดลุกขึ้นมาเสกคาถา ใส่ลูกชายเค้า วางใจไม่ได้หรอกอะไรก็เกิดขึ้นได้ในโลกพ่อมด

" โอย...เรานี่...ไปทานมือเที่ยงไป๊ " เค้าว่าพลางดันหลังลูกชายไปหาภรรยา แต่เจ้าตัวเล็กยังคงโวยวายไม่เลิกที่พ่อตอบคำถามกำกวมไปมา แฮร์รี่หัวเราะงอหาย ที่ถึงจะอาละวาดไม่เลิกแต่พอแม่ยื่นพายไก่ให้ อัลบัสก็คว้าหมับนั่งกินอย่างมีความสุข ลืมเรื่องเมื้อกี้จนหมด ชายหนุ่มผมยุ่งๆกับดวงตาสีมรกตมองไปที่หลุม ศพอีกครั้ง พลางพูดในใจ พูดบางอย่างที่มีความหมายมากเหลือเกิน

...อาจารย์ครับ...ผมว่าลูกผมคงพูดไม่ผิดหรอกใช่มั้ย...

...ผมอยากให้อาจารย์รู้ไว้อย่างหนึ่ง...

...ในอัลบั้มรูปตอนที่แม่ผมยังเด็ก...

...รูปที่อาจารย์ถ่ายคู่กับแม่ ...

...แม่เก็บไว้เสมอ...

...แม่ไม่เคยโกรธอาจารย์หรอก...

....อาจารย์เป็นผู้มีพระคุณกับผม...

...อาจารย์เชื่อผมเถอะ แม่ไม่ได้โกรธอาจารย์...

...เพราะงั้นอาจารย์ช่วยอภัยให้ตัวเองเถอะ...

...อย่างน้อยถ้าอาจารย์อภัยให้ตัวเอง...

...อาจารย์ก็จะมีความสุข...

....ผมไม่รู้หรอกนะ ว่าอาจารย์จะได้ยินผมไหม...

...แต่ผมรับรอง...อาจารย์เป็นคนสำคัญของแม่ไม่น้อยไปกว่าพ่อเลย...

" แฮร์รี่ "

" ไปแล้วจ้ะ จินนี่ คุณเอาน้ำฟักทองมาหรือเปล่า "

.
..
.
.
.
.
.
.
.
.

...เซฟ...ฉันไม่เคยโกรธเธอ...ได้โปรดเถอะ...

...อภัยให้กับตัวเองเถอะนะ...

...แม้ว่าจะห่างไกลกัน แต่ฉันเชื่อว่า...

...เธอได้ยินฉันใช่ไหม?...

....................
..................
...............
.........

....ลิลลี่...ขอบคุณนะ...ที่อภัยให้ฉัน

...ขอบคุณจริงๆ...

...ถ้าเกิดโชคชะตาจะอำนวย...

...ฉันอยากเจอเธออีกครั้ง...

...ถ้าเจอกันเธอช่วยยิ้มให้ฉัน...

...เหมือนตอนที่เจอกับฉันครั้งแรกนะ...

Would you know my name if I saw you in heaven?
Would it be the same if I saw you in heaven?
I must be strong and carry on
'Cause I know I don't belong here in heaven

Would you hold my hand if I saw you in heaven?
Would you help me stand if I saw you in heaven?
I'll find my way through night and day
'Cause I know I just can't stay here in heaven

Time can bring you down; time can bend your knees
Time can break your heart, have you begging please, begging please

Beyond the door there's peace I'm sure
And I know there'll be no more tears in heaven

Would you know my name if I saw you in heaven?
Would it be the same if I saw you in heaven?
I must be strong and carry on
'Cause I know I don't belong here in heaven
'Cause I know I don't belong, here in heaven 

" Tears in Heaven " by Eric Capton

**** F I N ****

จบแล้ว ปั่นจบแล้ว โฮๆ คนเขียนปลาบปลื้ม ดองมานานจบซักที ภาระหน้าที่หมดแล้ว ฮือๆ ปั่นด้วยความเมาจริงๆตอนนี้ โฮๆ ปลื้มจบสักที ตรูเป็นไทแล้น (ยังๆ ยังเหลืออีกหลายคู่ให้จิ้นต่ออีก ) ส่วนเพลงเพิ่งไปฟังมา เห็นว่ามันโศกดีเลยเอามาใส่ อีริคร้องให้กับลูกชายที่ตายไป เลยเอามาใส่ มันจอบแล้วจริงๆโอ้ จอร์จ มันยอดมาก กรี๊ดกร๊าด ไปหาเรื่องอื่นแต่งมั่ง

Special Thank
- ป้าเจเค. สำหรับตัวละครมาให้ปู้ยี้ปู้ยำตามใจคนแต่ง
- เพลงทั้งหลายทั้งแหล่ สำหรับบิวท์อารมณ์
- ไฮเปอร์ที่ร่วมด้วยช่วยเข็น (ตอนนี้หนีไปยุโรปแล้วสิ ชิๆ ถ้ากลับมาไม่มีภูเขาที่มาเรียวิ่งใน The sound of music นะโกรธจริงๆด้วย)
- ท่านนักอ่านทั้งหลาย ไม่ว่าจะอ่านแล้วเนมต์ ไม่เมนต์ ไม่แสดงตัว ก็ขอขอบคุณคร่า
- ป๋า+หม่า ที่ซื้อฮะหลี เล่ม 7 ให้มานั่งจิ้นจนเกิดเป็นฟิคเรื่องนี้ ขอบคุณงับ

ขอบคุณคร่า!!!!!!!!!!!!!!

edit @ 12 Oct 2007 13:31:21 by Melanie_Black

edit @ 12 Oct 2007 13:32:34 by Melanie_Black

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

อร้ายยยยยยยยยยยย น่าจะเปิดเพลงด้วยนะคะ จะได้ร้องไห้ เขียนซึ้งมากๆเลย อ่า แต่ดูเหมือนจะรวบรัดรีบจบไปหน่อย แต่ไม่เป็นไร ชอบๆ กระซิกๆ...

เราเชื่อว่าลิลี่ไม่ได้โกรธสเนปหรอก เธอเสียใจและผิดหวังมากกว่าในเหตุการณ์นั้น(เลือดสีโคลน) และตอนนี้ลิลี่ก็คงเข้าใจสเนปแล้ว และทั้งสองจะต้องพบกันบนสวรรค์ โดยมีเจมส์เปน กขค. อีกตามเคย (กรรม)

อร้ายๆๆๆ อยากให้เจเค เขียนให้ลิลี่รักสเนปจังเลยค่า

#1 By ~:. t r u s t.:~ on 2007-10-17 20:29

อ่านจบแล้วครับ งดงามจริงๆ ฦโถ ในความคิดของผม สเนปก็ไม่เคยยกโทษให้ตัวเองเหมือนกัน เพราะงั้น ว่างๆ เข้าไปในมักเกิ้ลไทยหน่อย อ่านเรื่อง เธอคือนิรันด์ ว่าสุดท้ายแล้ว สเนปจะยอมยกโทษให้ตัวเองและมองดูลิลี่ที่รักอย่างภาคภูมิได้รึเปล่า

#2 By Sammael :Sin (125.24.222.13) on 2007-11-08 10:05